กลิ่นไหม้ในรถไม่ควรถูกกลบด้วยน้ำหอม เพราะกลิ่นแต่ละแบบบอกแหล่งปัญหาต่างกัน ตั้งแต่ถุงพลาสติกติดท่อไอเสีย เบรกค้าง น้ำมันหยดลงบนชิ้นส่วนร้อน ไปจนถึงสายไฟลัดวงจร สิ่งสำคัญคือดูว่ากลิ่นเข้าห้องโดยสารตอนไหนและมีควันหรือไฟเตือนร่วมด้วยหรือไม่
ถ้ามีควันให้หยุดรถก่อนตรวจ
เมื่อเห็นควันจากฝากระโปรง กลิ่นฉุนแสบจมูก ไฟชาร์จหรือไฟรูปเครื่องยนต์ติดพร้อมกัน ให้จอดในที่ปลอดภัย ดับเครื่อง นำผู้โดยสารออกจากรถ และอย่าเปิดฝากระโปรงกว้างทันทีหากสงสัยไฟไหม้ เพราะอากาศอาจทำให้ไฟลุกแรงขึ้น โทรขอความช่วยเหลือแทนการฝืนขับต่อ
กลิ่นยางหรือพลาสติกไหม้
กลิ่นยางร้อนอาจมาจากสายพานลื่น ยางเสียดสีกับซุ้มล้อ หรือคลัตช์ที่ถูกใช้งานหนัก ตรวจว่ามีเสียงหวีด เศษยาง หรือรอยขูดบริเวณล้อหรือไม่ หากกลิ่นเกิดหลังขึ้นทางชันและรอบสูงผิดปกติ รถเกียร์ธรรมดาอาจมีคลัตช์ลื่น ส่วนกลิ่นพลาสติกมักต้องตรวจปลั๊ก ฟิวส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เพิ่งติดตั้ง
กลิ่นสายไฟไหม้
สายไฟร้อนมักมีกลิ่นฉุนคล้ายพลาสติกละลาย อาจเกิดจากขั้วหลวม ฟิวส์ผิดขนาด หรืออุปกรณ์เสริมกินกระแสเกิน หากพบปลั๊กเปลี่ยนสี ฉนวนบวม หรือฟิวส์ขาดซ้ำ ห้ามใส่ฟิวส์ที่แอมป์สูงกว่าเดิม การตัดไฟและให้ช่างไล่วงจรเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
กลิ่นน้ำมันบนชิ้นส่วนร้อน
น้ำมันเครื่องรั่วลงท่อไอเสียให้กลิ่นไหม้ชัดหลังเครื่องร้อน ส่วนน้ำมันเกียร์อาจมีกลิ่นฉุนและเกิดพร้อมอาการเกียร์ลื่น ตรวจพื้นใต้รถและรอบฝาครอบวาล์วโดยไม่สัมผัสชิ้นส่วนร้อน หากระดับน้ำมันลดหรือมีหยดใกล้ท่อไอเสียควรงดใช้รถจนกว่าจะซ่อมรอยรั่ว
กลิ่นเบรกไหม้หลังขับ
กลิ่นร้อนจากล้อใดล้อหนึ่งอาจหมายถึงคาลิเปอร์ค้าง เบรกมือไม่ปล่อย หรือผ้าเบรกเสียดสีต่อเนื่อง อย่าใช้น้ำราดจานเบรกร้อน เพราะอุณหภูมิเปลี่ยนฉับพลันอาจทำให้จานเสียรูป รอให้เย็นและเรียกรถยกหากล้อร้อนจัด รถดึงข้าง หรือแป้นเบรกผิดปกติ
การบอกช่างว่ากลิ่นเกิดในห้องโดยสาร ห้องเครื่อง หรือที่ล้อ รวมถึงเกิดตอนเปิดแอร์ เร่งเครื่อง หรือหลังเบรก จะช่วยจำกัดจุดตรวจและลดเวลาค้นหาสาเหตุได้มาก
