ไฟเลี้ยวที่กะพริบเร็วกว่าปกติเป็นวิธีที่รถหลายรุ่นใช้แจ้งว่าความต้านทานในวงจรเปลี่ยนไป สาเหตุพบบ่อยคือหลอดขาด แต่ขั้วหลวม สายกราวด์ไม่ดี หรือการเปลี่ยนเป็น LED ก็สร้างอาการเดียวกันได้ จึงควรตรวจให้ครบก่อนซื้ออะไหล่
เริ่มจากดูว่าเกิดข้างเดียวหรือทั้งคัน
เปิดไฟเลี้ยวซ้ายและขวา แล้วเดินตรวจด้านหน้า ด้านข้าง และด้านท้ายในจุดปลอดภัย หากเร็วเพียงด้านเดียว มักอยู่ในวงจรของด้านนั้น แต่ถ้าทั้งสองข้างหรือไฟฉุกเฉินผิดปกติ ควรตรวจแหล่งจ่ายไฟ รีเลย์ หรือโมดูลควบคุมตามระบบของรถ
หลอดขาดและหน้าสัมผัสสกปรก
ถอดหลอดตามคู่มือเมื่อปิดไฟ ตรวจไส้หลอด รอยดำ คราบเขียว และรอยไหม้ที่ขั้ว หลอดสองไส้อาจเสียเพียงวงจรไฟเลี้ยวแม้ไฟหรี่ยังติด การขยับหลอดแล้วกลับมาติดชั่วคราวมักบอกว่าขั้วหลวมหรือมีสนิม ไม่ใช่การซ่อมถาวร
เปลี่ยนเป็น LED แล้วกะพริบเร็ว
หลอด LED ใช้กระแสน้อยกว่าหลอดเดิม ระบบจึงอาจตีความว่าเป็นหลอดขาด ต้องใช้หลอดหรือโมดูลที่เข้ากันกับรถตามข้อกำหนดผู้ผลิต ไม่ควรต่อความต้านทานแบบไม่คำนวณและวางใกล้วัสดุติดไฟ เพราะตัวต้านทานมีความร้อนสูง
สายกราวด์ทำให้ไฟหลายดวงรวน
กราวด์ไม่ดีอาจทำให้ไฟเลี้ยวหรี่ กะพริบสลับกับไฟเบรก หรือมีหลายดวงติดพร้อมกัน ช่างควรวัดแรงดันตกคร่อมที่จุดกราวด์และตรวจปลั๊กโคม โดยเฉพาะรถที่มีน้ำเข้าโคมหรือเคยซ่อมตัวถัง
ฟิวส์และรีเลย์ควรตรวจอย่างไร
ดูผังฟิวส์ในคู่มือและใช้ค่ากระแสเดิมเท่านั้น หากฟิวส์ขาดซ้ำให้หยุดเปลี่ยนและหาจุดลัดวงจร รถรุ่นใหม่จำนวนมากควบคุมจังหวะด้วยโมดูลตัวถัง จึงไม่มีรีเลย์แบบถอดเปลี่ยนได้ การเดาต่อสายอาจทำให้โมดูลเสีย
หลังแก้ไขให้ตรวจไฟเลี้ยวทุกตำแหน่ง ไฟฉุกเฉิน ไฟเบรก และไฟหรี่ร่วมกัน พร้อมมองความสว่างจากระยะใช้งานจริง สัญญาณที่กลับมากะพริบตามจังหวะปกติและไม่รวนกับไฟอื่นจึงถือว่าตรวจครบ
